H-series
Part 6 : Half
Cast : Nishikido Ryo , Uchi Hiroki , KJ8 , ...
Status : End of part 6
"One, two konnichi wan tsu"
""konnichi wan tsu doko ikun?
kyO mo yOki ni okaimono""
แล้วเด็กๆทุกคนก็มีอันต้องสะดุ้งตื่นจากห้วงนิทราอันแสนสุขไปตามๆกันด้วยเซิ้งโอบะจังร็อครับอรุณจากเด็กชายชิบูทานิคุงและลูกคู่สุดคึกอย่างมารุยาม่าคุง จังหวะเร็วๆของเพลงบวกกับเสียงแหกปากร้องอันทรงพลังผ่านไมค์ทองคำทำให้ทุกคนต้องยอมตื่นแต่โดยดี และเมื่อถึงท่อนสร้อยของเพลง เด็กๆหลายคนก็เผลอลุกขึ้นมาเต้นตามด้วยสัญชาตญาณของสิงห์คาราโอเกะกันจนเป็นที่ครื้นเครงไปทั่ว
แล้วศึกอภินิหารชิงไมค์ทองคำก็เริ่มขึ้นอีกครั้งอย่างวุ่นวายไม่ต่างจากเมื่อคืนเลยแม้แต่น้อย ทำให้กว่าที่ทุกคนจะยอมผลัดกันไปอาบน้ำแต่งตัวกันจนครบได้ก็สายเอาการอยู่ อาหารมื้อเช้าถูกเด็กๆจัดการอย่างรวดเร็วและหมดจด...หมายถึง หมดทุกอย่างไม่เหลือแม้กระทั่งน้ำซุป ระหว่างนั้นก็มีเสียงร้องบอก ‘อร่อย!' ‘สุโก่ยยย' ‘โออิเช้~' ให้ได้ยินอยู่ไม่ขาดปากจนเหล่าแม่บ้านพากันยิ้มแก้มปริปลาบปลื้มใจที่นายน้อยและเพื่อนๆเจริญอาหารกันได้ขนาดนี้
วันนี้คุณมาซาชิสุดเท่ห์ในชุดลำลองนอกเครื่องแบบสูทดำรับหน้าที่จะเป็นคนขับเรือเร็วออกทะเลพาเด็กๆไปเที่ยวเกาะเล็กๆแต่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามในแถบนั้น เด็กทุกคนจึงถูกบังคับให้ใส่ชูชีพติดตัวเอาไว้ตลอดเวลาเพื่อความปลอดภัย
เสื้อชูชีพขนาดเล็กสำหรับเด็กถูกวางเรียงรายคละสีกันไปเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับใช้งาน ซูบารุถลาวิ่งนำเพื่อนๆไปหยิบเสื้อชูชีพสีแดงพร้อมกับคว้าตัวสีแสดใกล้มือมาให้มารุคู่ซี้ แล้วทุกคนที่เหลือก็ทยอยเดินตามไปจัดการเลือกใส่เสื้อชูชีพให้กับตัวเองบ้าง
"อ๊า!~ พิ๊งคุชูชีพ"
ฮิโรกิยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่ามันมีสีชมพูอยู่ด้วย พิ๊งคุเรนเจอร์อย่างฮิโรกิคนนี้ก็ต้องใส่พิ๊งคุชูชีพอยู่แล้ว มือน้อยคว้าหมับที่สายชูชีพจังหวะเดียวกันกับที่มีมืออีกคู่มาดึงยื้อเอาไว้ ไอ้ตัวเล็กตวัดสายตาขึ้นมามองครั้นเมื่อเห็นว่าเป็นใครก็ต้องบู้ปากอมลมจนแก้มพอง พีจังของทักกี้ก็เล็งชูชีพสีชมพูแปร๋นสะดุดตาตัวนี้เอาไว้ตั้งแต่ต้นแรกแล้วเหมือนกัน โทโมฮิสะออกแรงดึงเพิ่มขึ้นหวังจะได้ครอบครองสิ่งที่ต้องการในขณะที่อุจจี้เองก็ไม่ยอมปล่อยมือให้ไปง่ายๆ ทั้งคู่ยืนยื้อยุดเสื้อชูชีพสีชมพูที่มีอยู่เพียงตัวเดียวกันไปมาอย่างเงียบๆ แต่ก็ไม่มีใครยอมให้ใครทั้งนั้น สงครามเล็กๆของเด็กตัวเล็กๆสองคนจึงยังไม่มีใครทันได้สังเกตเห็น
เด็กๆส่วนใหญ่ยังคงง่วนอยู่กับการแต่งองค์ทรงเครื่องให้เรียบร้อย แก๊งเด็กโจ๋รุ่นใหญ่อย่างทักกี้ ซึบาสะ โยโก ฮินะ จัดการใส่เสื้อชูชีพสำหรับเด็กโตเสร็จเรียบร้อยก่อนใครๆ โดยมีกลุ่ม4สหาย โคคิ ยูอิจิ ยัสซัง โอคุระ ก๊วนเด็กโจ๋คาราโอเกะริซึ่ม ยืนโพสต์ท่าทำเท่ห์เป็นผู้พิทักษ์โลกหลังแปลงร่างใส่เสื้อชูชีพกันจนเสร็จแล้ว
เด็กชายอาคานิชิที่พยายามปลุกปล้ำยัดร่างหนาไซส์ XL ของตัวเองเข้าไปในเสื้อชูชีพไซส์ XS ที่เพื่อนรักคู่นัดเดทดูดาวเมื่อคืนอุตส่าห์หยิบมาให้ได้จนสำเร็จ แต่สุดท้ายแล้วคาเมะก็จำต้องเดินไปเลือกเสื้อตัวใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมมาเปลี่ยนให้เพราะทนสภาพของข้าวต้มมัดอาคานิชิต่อไปไม่ได้
ส่วนเรียวจังหลังจากยืนหัวเราะจินในชุดชูชีพสุดคับติ้วตัวสั้นเต่อจนท้องคัดท้องแข็งแล้วก็จัดการคว้าเอาเสื้อตัวที่อยู่ใกล้มือที่สุดมาสวมให้ตัวเองบ้างแต่ก็ไม่ลืมที่จะหยิบเสื้อตัวเล็กที่วางอยู่ใกล้ๆกันติดมือมาเผื่อใครบางคนด้วย
"ฮิโระ! มัวทำอะไรอยู่น่ะ? มาใส่เสื้อเร็ว"
เสียงเรียกของคนหน้าเข้มที่แสนจะคุ้นหูสามารถเรียกความสนใจทั้งหมดจากน้องเล็กได้เหมือนเคย อุจจี้ปล่อยมือออกจากพิ๊งคุชูชีพโดยอัตโนมัติแบบไม่เหลือเยื่อใยใดๆทั้งสิ้น จากนั้นก็รีบวิ่งเข้าไปหาคนเรียกทันที
โทโมฮิสะรีบสวมชูชีพในมือเข้ากับตัวทันทีราวกับกลัวว่าฮิโรกิจะเกิดเปลี่ยนใจย้อนกลับมาอีก แต่เมื่อหันไปมองเห็นภาพเรียวที่กำลังจัดแจงใส่เสื้อชูชีพตัวเล็กธรรมดาๆให้กับอุจจี้ที่ยืนยิ้มแฉ่งหน้าบาน ก็ทำให้แน่ใจว่าคนที่ยื้อแย่งเสื้อกันกับเค้าอยู่เมื่อกี้ จะไม่มีวันหันมาหาชูชีพสีชมพูตัวนี้อีก
"ทุกคนพร้อมแล้วเตรียมตัวไปขึ้นเรือกันเลยนะครับ"
มาซาชิเรียกรวมพลเด็กทุกคนหลังจากที่เห็นว่าใส่ชูชีพกันเรียบร้อยครบทุกคนแล้ว
"พีจัง! พีจัง! พีจัง!"
ทักกี้ร้องเรียกน้องชายที่ดูซึมๆลงไปอยู่หลายรอบแต่ท่าทางเหมือนเจ้าตัวจะยังไม่ได้ยิน เด็กน้อยโทโมฮิสะกำลังไม่เข้าใจว่า ทั้งๆที่ตนเป็นฝ่ายได้เสื้อสีสวยตัวนี้มาครอบครอง แต่ทำไมเค้าถึงไม่ได้มีความรู้สึกดีใจบ้างเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกับเด็กชายฮิโรกิที่มีแต่รอยยิ้มสวยระบายอยู่บนใบหน้าได้ตลอดเวลาแบบนั้น
"นี่! อย่ามัวแต่เหม่อสิ ไปขึ้นเรือได้แล้ว"
เรียวที่จัดการส่งฮิโรกิไปนั่งเตรียมตัวประจำการอยู่บนเรือเรียบร้อยแล้วหันเดินกลับมาดันแผ่นหลังบอบบางของคนที่เอาแต่ยืนเหม่อให้ออกเดินไปที่เรือเสียที
"รู้แล้วน่า~"
โทโมฮิสะก้มหน้างุบงิบตอบเบาๆเพราะเจ้าของเสียงเข้มๆนั้นเข้ามาอยู่เสียจนใกล้ ก่อนยอมออกเดินตามแรงดันของเรียวไปขึ้นเรือแต่โดยดี
เรือเร็วของตระกูลทาคิซาว่าลำที่ถูกใช้เป็นยานพาหนะในวันนี้ขนาดใหญ่เพียงพอกับเด็กๆทั้ง 15 คน และผู้ใหญ่อีก 1 คนแบบสบายๆ คุณมาซาชิคอยดูแลจัดการให้เด็กๆขึ้นเรือกันได้อย่างเรียบร้อยและปลอดภัยดีแล้ว การเดินทางอันแสนสนุกจึงได้เริ่มต้นขึ้น
สปีดโบ๊ทพุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วโดยมีคุณมาซาชิบอดี้การ์ดสารพัดประโยชน์ของนายน้อยทักกี้เป็นผู้บังคับทิศทางไปมาอย่างคล่องแคล่ว ความเร็วของเรือกับแรงต้านของลมทำให้ด้านหน้าของเรือเชิดขึ้นก่อนที่ท้องเรือจะตกลงมากระแทกผืนน้ำเป็นจังหวะๆแต่กลับช่วยสร้างความครื้นเครงให้กับเด็กๆที่คอยส่งเสียงเฮๆเป็นระยะๆ ละอองน้ำที่เกิดจากการที่พุ่งแหวกพื้นน้ำของเรือเร็วกระจายตัวออกรอบทิศทางช่วยสร้างความสดชื่นให้กับผู้โดยสารทุกคนท่ามกลางไอแดดของทะเลฤดูร้อนแบบนี้ได้เป็นอย่างดี
เรียวต้องรับหน้าที่คอยยืนซ้อนหลังไอ้ตัวเล็กที่พยายามยื่นหน้ายื่นตาออกไปท้าลมท้าแดดอยู่ตลอดเวลาเอาไว้เพื่อกันไม่ให้พลัดตกหกล้มลงมาให้ได้เจ็บตัว แต่สีหน้าท่าทางที่เอาแต่สนอกสนใจกับสิ่งต่างรอบตัวจนลืมคนที่อยู่ข้างหลังแบบนี้นี่มันน่านัก
"เรี๊ยวววว!"
น้องเล็กร้องเสียงดังเมื่อโดนคนใกล้ตัวแกล้งเข้าให้เสียแล้ว เรียวจัดการยกมือของตัวเองขึ้นมาปิดดวงตาสุกใสของฮิโรกิเอาไว้ทั้งสองข้าง ส่วนไอ้ตัวเล็กก็ทำได้แค่ดิ้นดุ๊กดิ๊กไปมาเพื่อเป็นการประท้วง คนแกล้งที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังส่งเสียงหัวเราะร่วนอยู่ที่ข้างๆหูน้องอย่างถูกอกถูกใจที่ได้แกล้งเด็ก
"จิน~ ทะเลสวยจังเลยเน๊อะ"
คาเมะจ้องมองความงามที่ธรรมชาติเป็นผู้สร้างสรรค์เอาไว้อย่างชื่นชมก่อนหันกลับมาส่งยิ้มหวานจนตาหยีไปให้เพื่อนคู่หู
"รู้สึกเหมือนได้กลับบ้านเลยใช่มั๊ยไอ้เต่าน้อย"
ยูอิจิรุ่นพี่จมูกโตเอ่ยแซวแบบขำๆ ดีนะที่หนนี้ไม่มีน้ำลายกระเด็นออกมาด้วย
"สวยสู้ดาวที่นายไปนั่งดูนอนดูกับไอ้จินเมื่อคืนได้มั๊ยล่ะ?"
โคคิล้อเลียนเพื่อนรุ่นน้องตาเล็กบ้างอย่างสนุกปาก แต่ดันไปสะกิดอารมณ์ของคนที่ถูกพาดพิงถึงเข้าอย่างจัง
"เรียว...เล่นซ่อนหาครั้งหน้าตอนที่จะยกหินไปปิดฝาโอ่งอย่าลืมเรียกชั้นไปช่วยนะ ก้อนมันจะได้ใหญ่ๆหน่อย"
ริมฝีปากบางเรียกชื่อเพื่อนสนิทราวกับชวนสนทนา แต่ดวงตาคมของเด็กชายอาคานิชิกำลังจิกมองเพื่อนหัวเกรียนผู้ที่เพิ่งหลุดรอดการเป็นผีเฝ้าโอ่งมาได้อย่างฉิวเฉียดจากการเล่นซ่อนหากันเมื่อวาน ทำเอาโคคิขาแร็พรู้สึกน้ำลายเหนียวคอจนไม่กล้าพูดอะไรอีก
"ทักกี้ พวกเราจะไปทำอะไรที่เกาะนั้นกันบ้างอ่ะ?"
ซูบารุเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันกับทั้งทักกี้และซึบาสะแต่ตัวเล็กกว่าใครถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
"อืม...ไม่รู้สิ"
นายน้อยหน้าหล่อทำท่าคิดอยู่สักพักก่อนตอบคำถามแบบไม่ได้ช่วยอะไรเลยแม้แต่น้อย
"อะ...อ้าว! นี่นายกำลังจะหลอกพาชั้นไปขายใช่มั๊ยเนี่ย!?"
มารุพยายามเรียกเสียงฮาด้วยการทำสีหน้าหวาดผวากับท่าทางกรีดกรายราวกับสาวน้อยที่ถูกโจรร้ายล่อลวงมา
ป๊าบ!
งานนี้นอกจากจะได้เสียงฮาสมใจแล้ว เด็กชายตัวสูงยังได้ฝ่ามือเรียกสติจากรองหัวหน้าฮินะแถมมาให้อีกด้วย
"คุณมาซาชิครับ..."
"เราจะไปเล่นเกมล่าสมบัติกันที่เกาะนั้นครับ"
แต่ยังไม่ทันที่ซึบาสะจะได้ถามจนจบ คนขับเรือสุดเท่ห์ที่ฟังบทสนทนาอยู่นานแล้วก็สวนตอบออกมาก่อน และคำตอบที่ได้ก็ยิ่งทำให้เด็กทุกคนเกิดอาการตื่นเต้นตาโตกันยกใหญ่ไม่เว้นแม้แต่ยามะพีที่ดูอิดออดเหมือนไม่อยากจะมาเกาะนี้ในตอนแรก
"ล่าสมบัติ!!"
"แบบนี้พวกเราก็เป็นโจรสลัดน่ะสิ"
คู่หูไมค์ทอง ยัสซังกับโอคุระ จินตนาการเตลิดไปไกลเสียแล้ว
"ชั้นจะเป็นโจรสลัดตาเดียว"
โคคิประกาศลั่น จองคาแรกเตอร์ที่ตัวเองคิดว่าเจ๋งสุดเท่ห์เอาไว้ก่อน
"เห้ย! งั้นชั้นเป็นโจรสลัดหูเดียวก็ได้"
ถึงจะถูกแย่งบทโจรสลัดตาเดียวไปแล้ว แต่เด็กชายชิบูทานิก็มีทางออกของตัวเองอยู่เสมอ
"ส่วนชั้นก็จะเป็นนกแก้วแสนรู้ของโจรสลัดหูเดียว"
มารุคุงเองก็มีความคิดสร้างสรรค์สุดยอดได้ไม่แพ้เพื่อนสุดซี้ของตนเหมือนกัน
"ครับๆ แบ่งทีมกันเอาไว้ได้เลยนะครับ พวกเรากำลังจะถึงกันแล้ว"
มาซาชิพูดเตือนพลางนึกในใจว่าถ้าตนได้อยู่กับนายน้อยและเพื่อนๆก๊วนนี้นานๆมีหวังอายุยืนขึ้นอีกหลายปีแน่ๆเพราะมีแต่เรื่องสนุกๆชวนให้ขำกันได้ตลอด
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
หาดทรายขาว น้ำใส ฟ้าคราม ป่าเขียว...อะไรๆก็ไม่สามารถดึงดูดความสนใจของเด็กๆไปจากเกมการล่าสมบัติที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่ได้ทั้งนั้น การตัดสินแบ่งกรุ๊ปแบ่งฝ่ายชุลมุนวุ่นวายกันอยู่ไม่นานนักก็ได้ข้อสรุป หัวหน้ากับรองหัวหน้าแก๊งทั้ง 2 คู่ 4 คน ตกลงใจที่จะปรับเปลี่ยนสลับตัวกันเพื่อตั้งกลุ่มขึ้นมาใหม่ ในเวลานี้จึงไม่มีคำว่าโอซาก้าหรือโตเกียวเข้ามาเกี่ยวข้อง มีแค่เพียง ‘กลุ่มโจรสลัดหน้าขาว' กับ ‘กลุ่มโจรสลัดอย่างเดียว' เท่านั้น
สมาชิกของกลุ่มโจรสลัดหน้าขาวประกอบไปด้วย
กัปตันทักกี้ รองกัปตันโยโกยาม่า และลูกเรือที่หน้าขาวน้อยกว่าหน้าของกัปตันกับรองกัปตันเพียงเล็กน้อยอีก 5 คน ได้แก่ ยูอิจิ-จิน-คาเมะ-ยัสซัง-โอคุระ
ส่วนสมาชิกของกลุ่มโจรสลัดอย่างเดียวก็คือ
กัปตันอิมาอิ รองกัปตันฮินะ โคคิลูกเรือตาเดียว ซูบารุลูกเรือหูเดียวพร้อมมารุ-นกแก้วแสนรู้เพียงตัวเดียวในที่นี้ เรียว-ฮิโรกิ และลูกเรือสุดเซอร์ไพร์ส-ยามะพี
ยามะพีเด็กติดพี่ทำเอาทุกคนประหลาดใจไปตามๆกันเมื่อเลือกที่จะอยู่คนละกรุ๊ปกับทักกี้ด้วยเหตุผลที่ว่า ‘ก็หน้าพีจังไม่ได้ขาวเหมือนคนอื่นๆในกลุ่มนี่นา' มีเพียงฮิโรกิคนเดียวเท่านั้นที่แอบคิดในใจอยู่คนเดียวว่า...พีจังอาจจะมีเหตุผลอื่นมากกว่านั้น..
สัญลักษณ์ธงประจำกลุ่มถูกเด็กๆวาดขึ้นอย่างเร็วๆด้วยฝีมือของสมาชิกทุกคนช่วยกันแต่งแต้ม หัวกะโหลกของกลุ่มโจรสลัดหน้าขาว มีเส้นผมด้านหน้าสีน้ำตาลทองปาดเป๋ไปทางด้านขวา ดวงตาที่เรียวเล็กจนกลายเป็นเส้นตรงไม่เหมือนกับลูกตากลวงโบ๋ของหัวกะโหลกทั่วไปรับกันพอดีกับจมูกโตๆที่กินพื้นที่ของใบหน้าไปเกือบครึ่ง และที่พื้นหลังกลายเป็นรูปไมโครโฟนไขว้กันไว้แทนที่จะเป็นกระดูกธรรมดาๆ
กลุ่มโจรสลัดอย่างเดียวก็ไม่ยอมน้อยหน้า ธงรูปหัวกะโหลกคางเหลี่ยมที่ใช้เป็นสัญลักษณ์นั้นมีใบหูและลูกตาด้านซ้ายเพียงข้างเดียว ส่วนตาขวานั้นถูกปิดเอาไว้ด้วยที่ปิดตาสีชมพูแปร๋นรูปหัวใจดวงใหญ่ ลักษณะเด่นอีกอย่างก็คือ พื้นที่ด้านหลังนอกจากจะเป็นสัญลักษณ์กระดูกไขว้แบบปกติทั่วไปแล้วยังมีนกแก้วหน้าเป็นสีแสดตัวโตร่วมอยู่ด้วย
บอดี้การ์ดหนุ่มสุดแสนประทับใจกับผลงานที่แสดงถึงจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กๆเหล่านี้จนต้องคว้ากล้องวีดีโอมาเก็บบันทึกภาพเอาไว้ และในตอนนี้ที่หน้าจอของกล้องก็กำลังแสดงภาพของโจรสลัดหนุ่มน้อยทั้งสิบห้าคนที่กำลังคนยืนสงบนิ่งด้วยสีหน้าจริงจังในขณะที่ธงประจำกลุ่มทั้งสองผืนถูกเชิญขึ้นสู่ยอดเสาอย่างช้าๆ...
หลังจากนั้นทั้งสองกลุ่มก็ได้รับแจกแผนที่ลายแทงขุมทรัพย์ที่คุณมาซาชิคนเก่งลงมือสำรวจเส้นทาง วาดแผนที่ และเอาสมบัติไปซ่อนมาเองกับมือกลุ่มละ1แผ่น สมบัติที่ทั้งสองกลุ่มต้องหาเป็นคนละชิ้นคนละแห่งกัน ดังนั้นทีมใดหาสมบัติของตัวเองเจอก่อนก็จะเป็นฝ่ายชนะ เด็กทุกคนจะต้องพกเครื่องติดตามตัวเอาไว้ในกระเป๋าเพื่อป้องกันการพลัดหลงจนออกนอกเส้นทางไป รวมถึงนกหวีดกู้ชีพที่พร้อมเอาไว้เป่าขอความช่วยเหลือได้ตลอดเวลาหากมีเรื่องฉุกเฉินใดๆเกิดขึ้น และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้อีกอย่างคือเสบียงอาหารกับน้ำดื่มก็ถูกแจกจ่ายให้ทุกคนอย่างทั่วถึงกันด้วย
"จำไว้นะครับว่า สามารถเป่านกหวีดได้ทันทีที่มีเรื่องฉุกเฉินหรือต้องการความช่วยเหลือ แล้วผมจะรีบไปหา"
ถึงจะได้ทำการสำรวจเคลียร์เส้นทางทั้งหมดเอาไว้แล้ว แต่คนอย่างมาซาชิก็ต้องรอบคอบอยู่เสมอ
"อีกอย่าง...ผมฝากให้ทุกคนช่วยดูแลกันเองในกลุ่มด้วยนะครับ"
ปรี๊ดดดดดดดด
พอพูดจบ คุณบอดี้การ์ดสารพัดประโยชน์ก็เป่านกหวีดพร้อมกับยกมือให้สัญญาณเพื่อเริ่มต้นการค้นหา
.
.
หลักจากที่เดินแยกย้ายกันมาได้ไม่นานนัก เด็กๆกลุ่มโจรสลัดหน้าขาวก็สุมหัวกันเข้ามาเพื่อร่วมประชุมวางแผน แผนที่ลายแทงขุมสมบัติถูกนำมากางออกเพื่อโชว์ให้สมาชิกทุกคนได้เห็นกันทั่วๆ
"มีอะไรเขียนอยู่ตรงมุมนี้ด้วยล่ะ"
โอคุระร้องทักขึ้นมาเมื่อเหลือบไปเห็นข้อความปริศนา
ขอต้อนรับเหล่านักล่าสู่กับดัก
อุปสรรคที่ขวางทางคือปัญหา
ทรัพย์สมบัติที่ติดตัวคือปัญญา
จะนำพาความมืดมนผ่านพ้นไป
"มันหมายความว่ายังไงอ่ะ?"
ใบหน้ายัสซังเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม ซึ่งถ้าจะดูกันให้ดีแล้วในตอนนี้มันก็มาอยู่บนใบหน้าของเด็กๆทุกคนนั่นแหละ
"ยูนายลองเปิดกระเป๋าให้ดูหน่อยดิ"
อยู่ๆจินก็หันไปออกคำสั่งกับยูอิจิที่เป็นคนดูแลรับผิดชอบแบกเสบียงทั้งหมดของกลุ่มเอาไว้
"ไขปริศนาได้แล้วเหรอจิน"
คาเมะเขย่าแขนคนตัวโตกว่าอย่างตื่นเต้น
"แต่ในกระเป๋านี้มีแต่ของกินนะ"
คนแบกกระเป๋าถามด้วยสีหน้าฉงน
"เออ ก็ชั้นจะดูว่ามีอะไรให้กินบ้างไง"
"เห้ย! ยังไม่ทันจะไปถึงไหนกันเลยนายก็จะกินแล้วเหรอ?"
ยูอิจิร้องลั่นพร้อมก้าวถอยหลังหนี
"กองทัพต้องเดินด้วยท้องไง ไม่เคยได้ยินเหรอ?"
"ไม่เคยเฟ้ย!"
"ที่จินพูดมาก็มีเหตุผลอยู่นะ"
กัปตันทักกี้เกิดเห็นด้วยขึ้นมาเสียอย่างงั้น
"กินอะไรกันก่อนแล้วน้ำตาลจะได้ไปเลี้ยงสมองไง ปัญญาก็จะได้เกิด เผื่อจะคิดอะไรออกบ้างน่ะ"
แม้แต่รองกัปตันโยโกก็เป็นไปด้วยอีกคน
"นายสองคนคงไม่..."
ยูอิจิหันไปหาคู่หูคู่ไมค์เพื่อหวังจะหาพวก แต่ไอ้น้ำลายที่สออยู่ตรงมุมปากเด็กทั้งคู่ทำให้คนจมูกโตไม่จำเป็นต้องถามอะไรอีก
"ทำตามที่กัปตันสั่งเสียดีๆเถอะ ยูจัง"
โอคุระทำหน้าที่เกลี้ยกล่อม
"นายจะได้ไม่ต้องแบกของหนักๆเอาไว้ตอนเดินทางยังไงล่ะ"
ยัสซังพูดพลางเดินเข้าไปปลดกระเป๋าเป้เสบียงลงมาจากหลังของยูอิจิช้าๆ
"นี่มันเป็นกับดักชัดๆ" (T_T)
ยูอิจิร้องครางอย่างอ่อนอกอ่อนใจ คาเมะเองก็ช่วยได้แค่เพียงแตะบ่าเบาๆเชิงให้กำลังใจ ก่อนจะเข้าไปร่วมสมทบกับสมาชิกที่เหลือที่กำลังรุมจัดการกับเสบียงอาหารที่มีอยู่อย่างเอร็ดอร่อย
"ยูอิจิ มีของชอบของนายด้วยนะ มากินกันเร็ว"
เสียงทักกี้เรียกหาคนที่หายไปพร้อมกับเอาของกินมาล่อ
"มาแล้วๆๆ เฮ้ย!ไอ้จิน! นั่นมันของชั้นนะเฟ้ย คายออกมาเดี๋ยวนี้เลย"
ในเมื่อห้ามไม่หยุดฉุดไม่อยู่กันขนาดนี้แล้ว ยูอิจิก็คงทำได้แค่เพียง‘ตกกระไดพลอยโจน'ตามๆเค้าไปนั่นแหละ การเดินทางตามล่าสมบัติของกลุ่มโจรสลัดหน้าขาวที่เพิ่งเริ่มขึ้นจึงจำเป็นต้องหยุดพักไปเป็นการชั่วคราวในที่สุด
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
จงมุ่งมั่นเดินทางอย่างคนกล้า
แม้เบื้องหน้าคือภูผาสุดเอื้อมถึง
ม่านสายธารที่ขวางกั้นอย่าพรั่นพรึง
รวมเป็นหนึ่งมุ่งฝ่าไปด้วยใจเดียว
เด็กๆกลุ่มโจรสลัดอย่างเดียวกำลังมะรุมมะตุ้มสุมหัวอ่านและตีความคำปริศนาบนแผนที่อย่างขะมักเขม้นเพราะในขณะนี้พวกตนกำลังเดินตามแผนที่มาจนถึงทางตันเสียแล้ว
"พวกเราเดินกันมาถูกทางแน่นะกัปตัน"
โคคิตะโกนถามเสียงดังในขณะที่สายตาก็จับจ้องน้ำตกขนาดไม่ใหญ่นักที่ขวางอยู่เบื้องหน้าแถมยังมีขุนเขาสูงชันตั้งขนาบเอาไว้ทั้งสองข้าง แต่สายน้ำจำนวนมากที่ทิ้งตัวตกลงมากระแทกกับพื้นน้ำด้านล่างก็ยังก่อให้เกิดเป็นหยดละอองไอน้ำฟุ้งกระจายตัวออกมา
"ถูกสิ ก็เดินตามที่แผนที่มันบอกทุกอย่างนี่นา"
ซึบาสะเองก็ยังงงอยู่เหมือนกัน
"...เริ่มต้นจากชายหาด...เดินตรงมาทางทิศตะวันออก 196 ก้าว...เลี้ยวซ้าย 45 องศาจะพบกับลำธาร...เดินทิศทางสวนกับกระแสน้ำขึ้นมาจนพ้นชายป่า...แล้วให้เดินต่อไปอีก 241 ก้าวก็จะถึงสมบัติ...แต่ระหว่างทางเราจะต้องพบกับ ‘ทางเดินของโมเสส' กันเสียก่อน"
ฮินะค่อยๆทบทวนเส้นทางที่ผ่านมาอย่างละเอียดอีกครั้ง
"แต่ก็น่าจะถูกอยู่นะ ‘แม้เบื้องหน้าคือภูผาสุดเอื้อมถึง' ถึงได้มีภูเขามาขวางหน้าพวกเราเอาไว้แบบนี้ไง"
เรียวจังที่ชื่นชอบการไขปริศนาเป็นทุนเดิมอยู่แล้วพยายามคิดตีความต่อไปโดยมีอุจจี้คอยมองอยู่ตลอดด้วยสายตาที่แสนจะชื่นชมแบบเดียวกับน้องชายต่างสายเลือดของนายน้อยทักกี้กำลังทำอยู่อย่างไม่รู้ตัว
"ห๊า! งั้นประโยคแรกก็หมายความว่าให้พวกเราเดินไต่หน้าผานี้ขึ้นไปน่ะสิ"
ซูบารุแหกปากส่งเสียงดังตามสไตล์ก่อนแหงนคอตั้งบ่าเพื่อมองหายอดเขาที่อยู่สูงลิบ
"วิถีคนกล้า วิถีคนกล้า"
มารุส่งเสียงแจ้วๆแบบนกแก้วแสนรู้ที่ดี พร้อมกระพือแขนแทนปีกร่อนฉวัดเฉวียนไปมาอยู่รอบๆ
"วิถีคนบ้าน่ะสิ! หน้าผาสูงชันขนาดนี้อย่าว่าแต่เด็กอย่างพวกเราเลย ผู้ใหญ่อย่างคุณมาซาชิถ้าคิดจะปีนยังทำได้ยาก"
นักไขปริศนาหน้าคมเอ่ยขัด พร้อมการพยักหน้าสนับสนุนคำพูดนี้จากทุกฝ่าย
"ถ้าอย่างนั้นมันก็น่าจะมีทางให้เดินไปต่อได้สิ เพราะจำนวนก้าวมันยังไม่ครบนี่นา"
ฮินะเริ่มมองซ้ายขวาเพื่อกวาดสายตาสำรวจไปทั่วๆ
" ‘ทางเดินของโมเสส' ที่ว่าอาจจะหมายความให้พวกเราเดินลุยน้ำไปก็ได้นะ"
ยามะพีที่เดินตามหลังกลุ่มอย่างเงียบๆมาตลอดเริ่มเอ่ยให้ความเห็นบ้าง
"จริงด้วยสิ!"
ซึบาสะรู้สึกเหมือนมีคนมาเป่าเมฆหมอกที่ปกคลุมปิดบังความคิดเอาไว้ออกไป
"อ้าว! นึกว่าหมายถึงกระเบื้องเสียอีก"
"โมเสส โมเสส โมเสส"
ก็โจรสลัดหูเดียวกับนกแก้วมารุไม่เคยดู Prince of Egypt นี่นา
"กัปตันมาดูนี่สิ! ตรงด้านหลังของน้ำตกดูเหมือนจะมีทางเข้าซ่อนอยู่ด้วยล่ะ"
อยู่ๆโจรสลัดตาเดียวก็ส่งเสียงร้องโวยวายอย่างดีใจ
"เก่งเหมือนกันหนิเรา"
เรียวยกมือขึ้นมาลูบหัวทุยของคนเก่งแถมด้วยคำชมง่ายๆ แต่ทำให้ยามะพีรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นดังขึ้นมาอย่างน่ารำคาญที่สุด เด็กน้อยแก้มป่องพองแก้มบวมขึ้นอีกเป็นเท่าตัวพลางสะบัดหัวตัวเองหนีมืออุ่นๆของคนขี้แกล้ง แต่สายตาที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มแบบนั้นทำให้ฮิโรกิเผลอออกแรงบีบมือของเรียวที่จับกุมกันเอาไว้เสียจนแน่นเพื่อยืนยันว่ามืออีกข้างรุ่นพี่หน้าคมคนนี้ยังคงอยู่กับฮิโรกิจริงๆหรือไม่
"สรุปว่าพวกเราจะต้องเดินลุยน้ำไปที่ด้านหลังของน้ำตกนั้นกัน"
ฮินะก้มลงเช็คความถูกต้องจากแผนที่ในมืออีกครั้งก่อนหันไปรายงานกัปตันและผองเพื่อนให้รู้
"ลึกมากรึเปล่าก็ไม่รู้"
ซึบาสะจ้องมองสายน้ำใสที่ดูไหลเอื่อยอย่างไม่ไว้ใจนัก ก่อนหันกลับมามองดูเหล่าลูกเรือทั้งหลายเพื่อประเมินสถานการณ์
"เดี๋ยวชั้นลองลงไปดูให้ก่อนก็แล้วกัน"
รองกัปตันฮินะออกตัวขออาสาเป็นหน่วยกล้าตายทดสอบความลึกกับความแรงของกระแสน้ำให้ก่อน โดยมีผองเพื่อนที่เหลือทุกคนยืนคอยลุ้นเอาใจช่วย
"กระแสน้ำ...O.K! ความลึกก็...O.K!"
ฮินะตะโกนกลับมาบอกเพื่อนๆระหว่างทางที่ตนเองทดสอบดูแล้วอย่างมั่นใจ ถ้าเดินเลาะมาตามหน้าผาระดับน้ำที่จุดลึกสุดก็ท่วมแค่เหนือเข่าของตนเองไม่มาก ถ้าเป็นเพื่อนตัวเล็กของเค้าก็คงไม่เกินโคนขาหรือสะโพกไปได้ จากนั้นจึงขึ้นไปรอรับสมาชิกที่กำลังจะเดินข้ามตามมาที่ปากถ้ำด้านหลังของน้ำตกนั้น
"เพื่อความปลอดภัย พวกเราจับคู่กันไปดีกว่า ซูบารุกับมารุ เรียวจังกับอุจจี้ โคคิ...นายลุยเดี่ยวไปเลยก็แล้วกัน ส่วนยามะพีเดี๋ยวชั้นดูแลให้เอง"
กัปตันอิมาอิสั่งการอย่างคล่องแคล่วและลูกเรือทุกคนก็พยักหน้ารับคำสั่งเป็นอย่างดี ยกเว้นก็แต่น้องชายต่างสายเลือดของนายน้อยทาคิซาว่านี่แหละ ที่ยังทำตัวเป็นเด็กดื้อด้านต่อต้านซึบาสะไม่เลิก
"พีจังดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องลำบากกัปตันมาช่วยดูให้หรอก"
"งั้นก็ตามใจนายเถอะ"
ซึบาสะตัดบทไม่คิดอยากจะต่อล้อต่อเถียงกับเด็กคนนี้ให้เสียเวลาอีก
"ว๊าก! โว้ว~ เย็นๆๆๆๆ"
"เย็นจัง เย็นจัง เย็นจัง"
โจรสลัดหูเดียวจอมบ้าบิ่นกับนกแก้วคู่ใจมีความสามารถส่งเสียงโหวกเหวกโวยวายกับทุกๆเรื่องได้ตลอดเวลา
ตามมาด้วยคู่ที่ทำให้ทุกคนต้องอิจฉาเมื่อเรียวยอมสละตัวเองให้อุจจี้ขึ้นขี่คอเพียงเพราะไม่ยอมให้ไอ้ตัวเล็กต้องเปียกแม้แต่ปลายก้อย
"หนักมั๊ยอ่ะ เรียวจัง? ให้ฮิโระลงเดินไปเองก็ได้นะ"
"อยู่นิ่งๆเหอะน่า ตัวเท่าลูกแมวแค่นี้จะไปหนักอะไรกัน"
คนตัวเท่าลูกหมาทำเป็นเอ็ดใส่น้อง แต่ก็ค่อยๆเดินอย่างระมัดระวังไม่ให้เกิดเหตุผิดพลาดจนเกิดการบาดเจ็บขึ้นมาเหมือนเมื่อวันก่อนได้อีก
ส่วนโคคิโจรสลัดตาเดียวที่ชีวิตคุ้นเคยกับการแช่อยู่ในน้ำเป็นอย่างดีก็สามารถเดินตัวปลิวลุยน้ำฝ่าไปได้สบายๆ ผิดกับน้องตัวเล็กปากเก่งที่เดินตามหลังมาอย่างทุลักทุเล ระดับน้ำที่สูงขึ้นเรื่อยๆกับความเย็นที่คาดไม่ถึงทำเอายามะพีเริ่มใจฝ่อ
"อ้าว ทำไมไม่เดินต่อไปล่ะ"
ซึบาสะที่เดินตามหลังเพื่อปิดท้ายขบวนส่งเสียงถามขึ้นเมื่ออยู่ๆน้องชายตัวดีของทักกี้ก็หยุดเดินไปเสียอย่างงั้น
"พี...พีจังก้าวขาไม่ออก"
ถึงกระแสน้ำใสที่ไหลผ่านมาจะไม่แรงเท่าไหร่แต่ขาน้อยๆกลับหมดแรงที่จะก้าวต่อ ดวงตากลมโตที่ดูตื่นตระหนกจึงเริ่มสอดส่ายสายตาหาความช่วยเหลือจากคนที่ตนไว้ใจที่สุด
"เรียว...พีจังกลัวอ่ะ"
โทโมฮิสะเรียกหาเด็กชายหน้าเข้มด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่ใกล้จะร้องไห้ออกมาเต็มที
ยังไม่ทันที่เรียวจะได้ตอบอะไรกลับมา กลับเป็นคนที่ยามะพีตั้งป้อมเป็นศัตรูด้วยมาตลอดที่เดินเข้ามาประกบชิดที่ด้านหลังของตนพร้อมยกสองมือบอบบางแต่ให้ความรู้สึกที่อบอุ่นมั่นคงขึ้นมาวางไว้บนบ่าเล็กๆของน้อง
"ไม่ต้องกลัวหรอก ชั้นอยู่นี่แล้ว รับรองว่าชั้นจะดูแลนายให้ดีไม่แพ้พี่ชายนายเลยล่ะ"
คำพูดกินใจจากปากคนสนิทของทักกี้ที่ยามะพีเคยออกฤทธิ์ออกเดชใส่ไว้ไม่น้อย ทำเอาน้องชายของนายน้อยน้ำตารื้นด้วยความสำนึกผิดที่เคยคิดแต่ว่าคนคนนี้จะมาแย่งพี่ชายไปจากตน
‘ขอบคุณนะ'
เสียงแผ่วๆที่ตอบกลับมาแม้จะเบามากแค่ไหน แต่ก็ทำให้คนที่ได้ยินอดที่จะยิ้มกว้างอย่างเอ็นดูไม่ได้
~เป็นเด็กดีจริงๆอย่างที่ทักกี้ว่าไว้สินะ~
"โอ๊ย!!!"
พอเท้าแตะถึงฝั่งได้ อยู่ๆยามะพีก็ส่งเสียงร้องลั่นพร้อมกับทรุดตัวฮวบลงจนแม้แต่ซึบาสะที่เดินตามหลังมาไม่ห่างก็ยังไม่ทันได้ตั้งตัว
"โทโมะ!!"
ยังดีที่เรียวพุ่งเข้ามาคว้าแขนดึงคนตัวเล็กเข้ามาไว้ในอ้อมแขนได้ทันก่อนที่ยามะพีจะล้มหงายล้มคว่ำลงไปให้ได้รับบาดเจ็บกัน
"พีจังเป็นอะไรไป!?"
กัปตันอิมาอิพุ่งเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วงก่อนก้มลงไปจับสำรวจที่บริเวณขาของน้อง
"โอ๊ย~...อย่าแตะนะ พีจังเจ็บ"
โทโมฮิสะยืนเกร็งตัวอยู่ในอ้อมแขนของเรียว ชักสีหน้าเจ็บปวดจนน้ำตาคลอเมื่อโดนซึบาสะจับโดนที่ตรงน่องเล็ก
"สงสัยน่องจะเป็นตะคริวน่ะ นวดสักพักเดี๋ยวก็หาย"
ฮินะให้ความเห็นจากอาการและการหดเกร็งตัวของกล้ามเนื้อบริเวณนั้น
"อดทนหน่อยนะ เดี๋ยวชั้นจะนวดให้เอง โทโมะจะได้หายไวๆไง"
คนที่ยามะพีใช้ยึดเอาไว้เป็นหลักพูดเสียงนุ่มกรอกใส่หูเพื่อเป็นการปลอบขวัญ ก่อนค่อยๆก้มตัวลงไปสัมผัสที่น่องของคนเจ็บอย่างแผ่วเบา น้องชายทักกี้พยักหน้ารับแต่ก็ต้องกัดฟันอดทนกับความเจ็บปวดที่ยังมีอยู่มากในตอนแรก แต่สุดท้ายก็มันหายไปในที่สุด
"หายแล้วใช่มั๊ยล่ะ ฝีมือระดับนี้แล้ว"
หลังจากนวดเฟ้นอยู่สักพักจนแน่ใจแล้ว เรียวจังจึงยืดตัวขึ้นยืนพร้อมกับถามด้วยน้ำเสียงกวนๆอย่างที่ทุกคนคุ้นชิน
"แหม~ แค่ ป.4 ยังมือเบาขนาดนี้ แล้วอีกหน่อยจะมือไวขนาดไหนเน๊อะ"
โคคิพูดขัดขึ้นมา จนเรียวชักอยากจะเอามือจิ้มให้ตามันบอดไปทั้งสองข้างเลยท่าจะดี
"โตขึ้นก็ไปเป็นหมอนวดเลยสิ"
"หมอนวด หมอนวด หมอนวด"
แม้แต่ซูบารุกับมารุก็อดไม่ได้จนต้องเอ่ยปากแซวด้วยความหมั่นไส้
"ไม่เป็นไรแล้วใช่มั๊ย?"
"เกร็งมากเกินไปล่ะสิ เลยเป็นตะคริวน่ะ"
ส่วนซึบาสะกับฮินะต่างก็เข้ามาถามไถ่อาการยามะพีอีกครั้งก่อนที่จะเริ่มเดินทางกันต่อ
ยามะพีก้าวออกเดินไปได้แบบยังไม่ค่อยมั่นคงนักเพราะกล้ามเนื้อขาเพิ่งจะฟื้นตัวกลับมา จนเรียวที่เดินจูงมือฮิโรกิออกไปก่อนแล้วยังต้องหันกลับมามองด้วยความเป็นห่วง เรียวตัดสินใจใช้มือข้างที่ยังว่างอยู่หยิบยื่นเข้ามาคว้ามือน้อยของน้องชายติดพี่ไปจับจูงเอาไว้อีกคนก่อนออกแรงดึงรั้งเพื่อให้มาเดินเคียงคู่พร้อมๆกันไปกับอีกคน ยามะพีเองก็ดูเหมือนจะไม่มีอาการขัดข้องขัดขืนอะไรกับคนคนนี้เลยแม้แต่น้อย
ฮิโรกิได้แต่แอบมองดูการกระทำทั้งหมดนั้นด้วยความอึดอัดใจ มือทั้งสองข้างของเรียวจังที่เคยเป็นของฮิโรกิเพียงคนเดียวมาตลอด ในตอนนี้ได้ถูกแบ่งปันไปให้กับใครอีกคนเสียแล้ว...
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++